สยิว : หนังที่พูดเรื่องเพศตลอดเวลา

                                                   

สยิว เป็นภาพยนตร์ที่ออกฉายเมื่อราว เดือนมกราคม-มีนาคม ของปี 2546

เนื้อหาของภาพยนตร์เรื่องนี้ พูดถึงภาวะความเป็นทอมของหญิงวัยรุ่นไทยได้น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง

หลายส่วน หลายตอนของภาพยนตร์เรื่องนี้ (หรือทั้งหมด) ไม่ได้สร้างความเข้าใจที่ดีต่อความเป็นคนรักเพศเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาพลักษณ์ หรือภาพพจน์ของ ทอมบอยไทย” ในภาพยนตร์เรื่องนี้ เป็นสิ่งที่ถูกเขียนขึ้นด้วยบทภาพยนตร์ที่จำกัดจำเขี่ยต่อความคิดความเข้าใจเรื่องเพศที่น่าจะทำได้มากกว่านี้

อย่างไรก็ตาม การะเกต์ ศรีปริญญาศิลป์ หลังจากชมภาพยนตร์เรื่องนี้ เธอได้เขียนบทความตอบโต้ภาพยนตร์เรื่องนี้ ใน มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันที่ 28 มีนาคม 2546

บทความวิจารณ์ภาพยนตร์เรื่องสยิว ของการะเกต์ น่าจะทำให้หลาย คน (ที่ไม่ได้รักเพศเดียวกัน หรืออาจจะรักเพศเดียวกันก็ตาม…) ได้เข้าใจ และตระหนักรู้อย่างลึกซึ้งมากยิ่งขึ้นต่ออคติที่มีต่อเรื่องเพศ ซึ่งปรากฏและแทรกซึมอยู่ในภาพยนตร์เรื่องนี้

และ / หรือ บางที บทความของเธอ อาจเป็นแนวทางในการชมภาพยนตร์ที่พูดถึงเรื่องเพศเรื่องอื่น และอาจทำให้หลาย คนมีแนวทางต่อวิธีคิดเรื่องเพศและรู้สึก ไว” ต่ออคติเรื่องเพศที่แทรกซึมในภาพยนตร์เรื่องอื่น ได้เร็วยิ่งขึ้นด้วย…

                                      

                                                                                                 

                                                         สยิว : หนังที่พูดเรื่องเพศตลอดเวลา         

           ก่อนหน้าจะได้ดู “สยิว” เพื่อนคนหนึ่งเล่าให้ฟังว่าน้องชายของเธอมีความเห็นน่าสนใจทีเดียวกับหนังเรื่องนี้ นั่นคือเขาฟันธงว่า “ไม่ขาย” เหตุผลของคนทำธุรกิจด้านการตลาดก็คือ “ไม่รู้ตกลงเป็นหนังอะไรกันแน่”

          สอดคล้องกับความเป็นห่วงของนักวิจารณ์บางท่านที่เกรงคนยังไม่ได้ดูหรือดูแล้วก็ตามจะเข้าใจผิดว่า “สยิว” เป็นหนังที่เล่นประเด็นเอ็กซ์ๆ ด้วยความจริงแล้วภาพยนตร์เรื่องนี้มีเนื้อหาพูดถึงการค้นหาตัวเองของสาววัยรุ่นคนหนึ่ง (Self Discovery)

          เด็กสาวที่หลงคิดไปว่าตัวเป็น “ทอมบอย” (ผิง พิมพาภรณ์) ผู้ค้นพบตัวเองผ่านการเขียนและอ่านหนังสือโป๊ใต้ดินลือชื่อ (ชื่อเดียวกับหนัง) ในช่วงปีที่สถานการณ์บ้านเมืองอึมครึม ผู้คนนั่งดูละครน้ำเน่าอยู่ดีๆ ก็ถูกกระชากออกจากความฝันด้วยคลื่นแทรกทางการเมืองยุค ‘พฤษภาทมิฬ’

          อย่างไรก็ดี ไม่ว่าสถานการณ์บ้านเมืองจะคลี่คลายลงอย่างไร ในตอนท้าย จากสาวทอมบอยที่ไม่ประสาเรื่องเพศอย่างสิ้นเชิงก็ชีวิตพลิกผันด้วยเช่นกัน “ความโป๊” นำเธอไปสู่ “ความรัก” แล้วชีวิตสับสนไร้แก่นสารของทอมคนหนึ่งก็ถึงจุดสุดยอดที่คำว่า เมีย, แม่ และนักเขียนนวนิยายพาฝัน !

           สังเกตว่า หนังพูดถึงประเด็น “ความจริง – ความฝัน – ของแท้ – ของเทียม” อยู่ตลอดเวลา

          ตั้งแต่ฉากเปิด เริ่มที่การไปซื้อหนังสือโป๊ของเด็กชายวัยสิวเพิ่งผุด ผ่านการลุ้นระทึกใจเต้นตึกตักกว่าจะได้ “ของ” ในถุงกระดาษแน่นหนาพากลับไป “เสียวลำพัง” ที่บ้าน

          เด็กชายวัยรุ่นค่อยๆ คลายเข็มขัด เอนกายลงบนที่นอน จับจ้องของในมืออย่างตื่นเต้นและผ่อนคลายในเวลาเดียวกัน นมบนแผ่นกระดาษนำทางเด็กหนุ่มลอยละลิ่วสู่โลกฝัน ตามด้วยถ้อยคำพรรณนาประสบการณ์เด็ดๆ กระตุ้นจินตนาการบรรเจิดขึ้นไปอีก !

          แต่ช่างกระไร ที่เล่าเรื่องเสียวๆ อยู่นั้น หาใช่ ‘ผู้อ่านทางบ้านส่งมา’ ดังจั่วหัวไว้ไม่ คนในกองบรรณาธิการนั้นเองที่เขียนขึ้น ยังไม่พอ ที่แทนตัวเองว่า “ผม” อย่างนั้น “ผม” อย่างนี้ กลับเป็นแค่เด็กสาวที่ไร้เดียงสาเรื่องเพศ !

          เธอเป็น “ทอม” ปลอมตัวมาเขียนเป็น “ชาย” ในสังคมที่คนจำนวนไม่น้อยเข้าใจด้วยว่า ทอม เท่ากับ = ผู้ชายเทียม ๆ

          ความ “เทียม” ของสาวทอมบอย ยังไม่จบลงเท่านั้น การที่เธอไม่เคยมีประสบการณ์ทางเพศ ไม่ว่ากับหญิงหรือชาย ทำให้สิ่งที่เขียนออกมาล่องลอย ไม่ถึงใจ ไม่เหมือนเรื่องจากปลายปากกาของ “ไอ้หนุ่มพลังม้า” (ปู แบล็คเฮด) ผู้พานางแบบสาวเข้าห้องจู๋จี๋ต่อหน้าต่อตาคนทั้งออฟฟิศ เรื่องที่เขียนจึงถึงลูกถึงคน ถึงคอนเส็ปท์หนังสือที่มีสโลแกนว่า “เพื่อความผาสุกของคนไทย”

          ทางออกของ “เต่า” จึงได้แก่การออกแสวงหา “ความจริง” ในเรื่องโป๊ แต่จะหาอย่างไรก็ไม่พบเสียที แอบดูคนเขา X กันก็แล้ว (หนังยังตลกร้ายให้ฝ่ายชาย “ไม่สู้”) ไปดูหนังประเภท “สาว 17 ร้อนรัก+ 3 สาวอร่อยรัก” เพื่อจะกลับออกมาต่อว่าคนขายตั๋ว “หลอกเอาตังค์กันนี่นา ไม่เห็นหนังจะโป๊เลย” คนขายตั๋วซึ่งเป็นหญิงหน้าตาเฉยชาเหมือนไม่มีอะไรในโลกนี้อีกแล้วจะทำให้เธอหวั่นไหวได้ ก็ตอบเสียงเนิบๆ ว่า “ใครเขามาดูหนังกัน” กินความนัยถึงกิจกรรมตามเก้าอี้ที่น้องเต่าได้เห็นแว้บๆ (แต่ไม่ยักกะดู)

          สุดท้าย น้องเต่าผู้เคยแต่หยิบเอาคนรอบตัวมาเสกสรรปั้นแต่งว่า X กันอย่างนั้น X กันอย่างนี้ ตามแบบฉบับที่เธอคิดว่า “คงจะเป็น” ก็เดินหน้าหาเรื่องทุ่มเต็มที่ หวังให้ผลงานเป็นที่ยอมรับของ  “เฮียกังฟู”

 

         ไม่เฉพาะแต่น้องเต่าเท่านั้น ที่มีชีวิตวนเวียนอยู่กับความจริง ความฝัน ของแท้ ของเทียม อื่นๆ ในเรื่องก็เช่นกัน

          ตั้งแต่การมีอยู่ของ “สยิว” นิตยสารที่แอบทำ แอบซื้อ แอบขาย เป็นวัฒนธรรมเฉพาะของหนังสือใต้ดิน การเป็นบรรณาธิการนิตยสารสักเล่มควรเป็นความภาคภูมิใจหรือเป็นวิชาชีพที่ได้รับการยอมรับในสังคม แต่นักทำหนังสืออย่าง “เฮียกังฟู” ต้องซ่อนตัวอยู่ในในคราบ “นักธุรกิจผู้ประสบความสำเร็จ” มีไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้ว่า เฮีย “เป็นใคร” และ “ทำอะไรอยู่”

          มีฉากที่กองบรรณาธิการ “สยิว” ประชุมร่วมกัน เพื่อหารือถึงแนวทางปรับปรุงนิตยสารให้ตรงความต้องการของตลาด ฝ่ายศิลป์ (ดีเจ.ซี้ด) ได้นำเสนอ “อีเป๋อ” ประดิษฐกรรมทำมือที่จำลองอวัยวะเพศหญิง (เรียกได้อีกอย่างว่าทอย (Toy) ทำเอง) “ของเลียนแบบ” อีกชนิดที่มีบทบาทพอตัวในเรื่อง

          มีไม่มี ก็อีเป๋ออันนี้เองที่นำทางเฮียกังฟูให้กลับมาแจ้งเกิดอีกครั้งกับ “หลุดโลกเว็บไซต์” (ตรงนี้หนังเล่นสนุกกับคนดูยิ่งขึ้น เพราะทั้งหนังสือชื่อ “เปิดบริสุทธิ์” คู่แข่งสยิว หรือเว็บไซต์ที่เอ่ยมาต่างมีอยู่จริง เพียงแต่ “ใครบ้าง” ที่รู้ว่า “มันอยู่ไหน” คงต้องไปเสาะแสวงเอาเอง)

          จะว่าไปแล้ว หนังเล่นสนุกกับคนดูตลอดเวลาในเรื่อง “จริงๆ ปลอมๆ” เหล่านี้ แม้แต่ตัวตนของ น้องเต่า, ไอ้หนุ่มพลังม้า, น้องหมวย, นักปราบมือดำ, พี่ชไมพร จนถึง “ลุงหมอ” ผู้เชี่ยวชาญการตอบปัญหาทางเพศ ก็ยังเป็นการ “แสดง” แทบทั้งสิ้น ทุกคนล้วนมีตัวตนในอีกสภาวะหนึ่งแตกต่างกับสิ่งที่ “คนดู” ได้ดูแต่แรก

         

           แม้ผู้กำกับทั้งสอง คือ คงเดช จาตุรันต์รัศมี และ เกียรติ ศงสนันท์ จะบอกเสมอว่า สยิว ไม่ใช่หนังขายเซ็กซ์

          “ไอเดียที่ทำเรื่องนี้เกิดจากความสงสัยของเราว่า ใครคือคนที่เขียนเรื่องโป๊ๆ ในหนังสือโป๊ แล้วคนที่เขียนเรื่องประสบการณ์จากทางบ้านเขาเป็นคนยังไง เราก็เลยสร้างตัวละครผู้หญิงคนหนึ่งที่พยายามเขียนเรื่องพวกนี้บ้างขึ้นมา” (เกียรติ / BIOSCOPE กุมภาพันธ์ 2546)

          “พอไปดูหนังเสร็จปุ๊บ คุณจะพบว่าหนังมันไม่ได้สโคปไปที่กิจกรรมทางเพศเป็นหลัก เรื่องราวทางเพศนี่มันเหมือนกับเราล้อ culture ของยุคเท่านั้นเอง ซึ่งมันจะโผล่เข้ามาในจินตนาการของนางเอกในการพยายามเขียนเรื่องให้ได้โจ๋งครึ่มตามความต้องการของตลาด” (คงเดช / HAMBURGER ปักษ์หลัง มกราคม 2546)

           “บอกได้เลยว่าหนังเรื่องนี้แทบจะไม่มีฉากเลิฟซีนหรือว่าโป๊อะไรเลย” (คงเดช นสพ.ข่าวสด 10 ธันวาคม 2545)

          แต่จะโดยรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม ผู้กำกับทั้งสองทำให้ “สยิว” กลายเป็นหนังที่พูดในเรื่องเพศตลอดเวลา พูดแบบไทยๆ เสียด้วย นั่นคือหนังลังเลตลอดที่จะบอกว่าเซ็กซ์เป็นของดี ของชอบ ของโปรด และของปกติที่หญิง ชาย เกย์ เลสเบี้ยน ควรมีโอกาสเข้าถึงด้วยกันทั้งนั้น

          นอกจากนั้น ยังมีการให้คุณค่ากับ “เซ็กซ์” โดยยึดติดกับศีลธรรมและความดีงามตามแบบฉบับประเพณีไทย

          นางเอกเป็นเด็กสาวไม่ประสีประสาเรื่องเพศ พระเอกเป็นเด็กวัดเก่า ขณะที่ตัวละครซึ่งใฝ่ใจในเรื่องเพศเปิดเผยเช่น ไอ้หนุ่มพลังม้า หรือ เฮียกังฟู ถึงตอนท้ายก็ต้องไปผจญเวรผจญกรรมกับสิ่งที่ตนเองกระทำ

          การให้นางเอกซึ่งเป็นทอมผิดหวังกับตัวแฟนสาวเมื่อค้นพบว่า ภายนอกใสๆ ภายในกลับ “กล้า” เรื่องเซ็กซ์ ซึ่งควรเป็นคุณสมบัติของชายเท่านั้น ทำให้หนังยิ่งดำดิ่งลงไปสู่กรอบที่ตัดสินว่า “เซ็กซ์” มีไว้เพื่ออะไร

          “เซ็กซ์” ควรมีไว้เพื่อให้ผู้ชายเรียนรู้ (แล้วค่อยมาสอนผู้หญิงอีกที) เซ็กซ์ที่ดีต้องอยู่ในระบบระเบียบ ในกรอบกฎหมาย (คุณจะมีเซ็กซ์ได้สบายใจถ้าแต่งงานแล้ว) การใช้อุปกรณ์เสริมประเภทต่างๆ เป็นเรื่องขบขัน (วิตถารด้วย) ผู้ชายมีเซ็กซ์ไม่ได้เป็นเรื่องสำคัญมาก แต่แม้ผู้หญิงจะ “อยาก” แค่ไหน ถ้าผู้ชายไม่พร้อมเธอก็ต้องสะกดใจทันควัน

          ที่สุดของที่สุด เซ็กซ์มีไว้เพื่อการให้กำเนิดและที่สำคัญ “กรุณาใช้ในครอบครัวเท่านั้น”

         

         

                ยิ่งเรื่องดำเนินไป “สยิว” ก็ยิ่งเผยแง่มุมและทัศนคติเรื่องเพศในสังคมไทยให้ปรากฏเป็นเงาตามตัว

            เพียงแต่เป็นการ “พูด” แบบ “ไม่ได้พูด” สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงที่ทุกคนต่างเสพเซ็กซ์ในมุมเฉพาะของตนเอง เสพกันเงียบๆ เอากันเงียบๆ แฟนตาซีที่มีปรากฏในเรื่องทั้งหมดนั้น นั่นแหละมีอยู่ทั่วไปในสื่อโป๊ต่างๆ แต่อย่าเชียวนะ อย่าบอกว่ามีอยู่จริง อย่าบอกว่าชอบจริงๆ มันของแสลง

          ยิ่งกว่านั้น “สยิว” ยังทำให้ตระหนักถึงความจริงเกี่ยวกับ “ผู้หญิงและเซ็กซ์”  

          นางเอกของเรื่องจะไม่มีวันเขียนเรื่องโป๊ได้ดี ไม่อย่างเด็ดขาด ผู้กำกับไม่มีวันอนุญาตให้เธอมีความพร้อมที่จะดู “วิดีโอ” ดู “นม” ดู “หนังสด” หรือดูอะไรต่อมิอะไรที่เกี่ยวข้องกับ “เซ็กซ์” ได้อย่างเปิดเผย ปกติธรรมดา ไม่ต้องรู้สึกผิด รู้สึกอาย

          เด็กผู้ชายจะยังกระมิดกระเมี้ยนแอบซื้อหนังสือโป๊ แต่เด็กสาววัยเดียวกันก็ต้องอ่าน “เธอกับฉัน”

          ผู้กำกับไม่มีวันอนุญาตให้นางเอกของเรื่องมีประสบการณ์ทางเพศโชกโชน เขียนเรื่องคนเอากันโจ๋งครึ่ม หรือมีวิถีชีวิตทางเพศเป็น “เลสเบี้ยน” ไปจริงๆ

          เพราะ “ผู้หญิง” ก็คือ “ผู้หญิง” ต้องผูกโยงไว้กับความไร้เดียงสาในเรื่องเพศ, ไม่มีทางเรียนรู้เรื่องเพศได้อย่างถ่องแท้และลึกซึ้ง ตัวละครผู้หญิงที่ชื่นชอบเซ็กซ์ ต้องการมีเซ็กซ์กับชายแปลกหน้า, ถูกพี่เขยข่มขืน ฯลฯ ก็เป็นเพียงเรื่องแต่งในจินตนาการ (แต่ที่ตลกคือ เรื่องแบบนี้มีอยู่ทั่วไปในสื่อโป๊ เขียนโดยผู้ชาย อ่านโดยผู้ชาย และผู้ชายจำนวนไม่น้อยก็เข้าใจไปอีกว่านั่นเป็นความต้องการจริงๆ ของผู้หญิง)

          ไม่ปฏิเสธว่าจินตนาการเซ็กส์มีอยู่จริง ผู้หญิงที่แอบฝันถึงการนอนกับคนแปลกหน้า, ถูกปลุกปล้ำลวนลามจนถึงจุดสุดยอด, อยากนอนแบบแลกคู่, อยากเป็นหญิงเดี่ยวในเกมสวิงกิ้งฯลฯ ก็คงมีอยู่บ้าง

          แต่ผู้หญิงสักกี่คนจะได้มีพื้นที่ให้เธอแสดงออกถึงความฝันเหล่านั้น แล้วชายทั้งหลายยังให้ความเคารพต่อความเป็นมนุษย์คนหนึ่งของเธอ ยอมรับเธอ เหมือนยอมรับเพื่อนชายที่อ่านหนังสือโป๊ร่วมกัน

          ทั้งยังละเอียดอ่อนพอที่จะรู้ว่า อะไรคือสิ่งที่เธอต้องการและไม่ต้องการ เพราะเอาเข้าจริงๆ “รูปแบบ” ของการมีเซ็กซ์ไม่ใช่สิ่งจะมาตัดสินว่าอะไรถูก อะไรผิด การมีเซ็กซ์โดยไม่ฝืนใจกันและกันนั่นต่างหากอาจเป็นจุดเริ่มต้นของเซ็กส์ “ที่ดี”

 

         

          “สยิว” จะทำรายได้เท่าไหร่ หรือเป็นไปตามคำทำนายของน้องชายเพื่อนคนนั้น ถึงวันนี้คงมีตัวเลขออกมาให้วิเคราะห์วิจารณ์กันบ้างแล้ว  แต่ถ้าจะให้พูดอะไรอีกสักอย่าง ฉันอยากบอกว่า สยิวมีฉากที่ดีที่สุดและเลวที่สุดอยู่ในเวลาเดียวกัน

          ตอนที่  “เต่า” นั่งอ่านหนังสือโป๊บนโถชักโครก ระหว่างไล่สายตาไปตามคำบรรยายของไอ้หนุ่มพลังม้าที่เล่าประสบการณ์ทางเพศถึงพริกถึงขิง ขาของเด็กสาวค่อยๆ หุบเข้าหากัน นั่นเป็นฉากที่พูดเรื่อง “เพศ” ได้ดีทีเดียว

          แต่ถ้าบทความที่เธออ่านจะไม่ใช่ “ทอม แอนด์ เจอปี้” แล้วมีการฉายภาพผ้าอนามัย, เสื้อยกทรง, การตระหนักรู้ในความเป็น “หญิง” ของตัวเองตามหลัง ฉันอาจชอบสยิวได้มากกว่านี้

          ไม่ใช่เรื่องแปลกที่คนเราจะรู้จักตนเองโดยผ่านการเรียนรู้เรื่องเพศ รสนิยมทางเพศไม่ใช่ของผูกขาด การมีความพึงพอใจทางเพศกับคนต่างเพศหรือเพศเดียวกัน หรือสลับไปสลับมา เป็นสิทธิพื้นฐานอันชอบธรรม

          แต่ผู้กำกับทั้งสองกล้าดีกันอย่างไร จึงสร้างให้ความเป็น “ทอม” มีนัยยะถึงการไม่รู้จักตนเอง, ช่วงวัยที่สับสน หรือชีวิตที่ไม่สมบูรณ์

            เลสเบี้ยนโดยสมบูรณ์ รู้จักตนเอง มีความสุขกับเซ็กซ์ และมีเซ็กซ์ที่ดีมากๆ เสียด้วย อยากรู้จักซักคนไหม ?

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

%d bloggers like this: