รักแห่งสยาม กับ บทความตอบโต้กัน
ช่วงที่ภาพยนตร์เรื่อง “รักแห่งสยาม” ออกฉาย อย่างน้อยมีบทความ 2 ชิ้นที่โต้ตอบกันถึงประเด็นเกย์ในหนัง และประเด็นเกย์ในสังคมไทย นั่นก็คือระหว่าง พน กับ คำ ผกา
พนได้พูดถึงความคิดเห็นของตนเองที่มีต่อโฮโมเซ็กช่วลในหนังและในสังคมไทยผ่านบทความ “รักแห่งสยาม : มีคำถามตลอดทาง” บทความชิ้นนั้นนอกจากจะสะท้อนความคิดเห็นของพนแล้วยังได้สะท้อนวิธีคิดของฅนไทย (บางฅน หรือหลาย ๆ ฅน) ที่ยังหวาดกลัวต่อโฮโมเซ็กช่วลอยู่
ส่วนคำ ผกา เองได้ตอบโต้ผ่านการใช้เหตุผลได้อย่างน่าสนใจด้วยบทความชื่อ “เกย์และการถูกทำให้หายไปจากการเมือง” พร้อมกับหยิบยกเอา วิธิคิดแบบอำนาจรัฐ-อำนาจนิยม วิธีคิดแบบครอบครัวนิยม เข้ามาเสริม ทำให้เห็นภาพชัดขึ้นว่า ความรังเกียจ-หวาดกลัว-โฮโมเซ็กช่วล ไม่ได้เกิดขึ้นมาแบบไร้ร่องรอย แต่มีรากฐานมาจากความคิดข้างต้นคอยกำกับ
………………………………………………………………………………………………..
คอลัมน์ แลหนังไทย
ชื่อบทความ
” รักแห่งสยาม : มีคำถามตลอดทาง “
โดย พน
มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับที่ 1429 / 4 – 10 มกราคม 2551
ผลงานเขียนและกำกับ ฯ 13 เกมสยอง และร่วมเขียน บอดี้ # ศพ 19 ทำให้วัยรุ่นร่วมสมัยที่เอาใจช่วยหนังไทย ตั้งหน้าตั้งตารอผลงานเรื่องใหม่ของ ชูเกียรติ ศักดิ์วิระกุล ที่เปลี่ยนแนวมาทำเรื่องความรักอย่างใจจดใจจ่อ
อาม่ากับหลานชายวัยสักสิบขวบงอนกัน ด้วยกรณีที่อาม่าไม่ยอมย้ายไปอยู่กับพ่อของมิวที่ต่างจังหวัดด้วยกัน
ขณะที่มิวต่อว่าอาม่าว่าเห็นแก่ตัว อาม่าอ้างว่าหากอากง (ผู้ล่วงลับแล้ว) กลับมาก็จะไม่พบใคร บทสรุปครั้งนี้จบลงที่สองยายหลานยังคงอยู่ที่ตึกแถวใกล้แม่น้ำต่อไป
โต้งเพื่อนตึกแถวใกล้เคียงวัยเดียวกันแทบจะเป็นเพื่อนคนเดียวของมิว แต่ครอบครัวโต้งอยู่กันพร้อมหน้าทั้งพ่อแม่และแตงพี่สาว
โต้งและมิวได้แสดงบนเวทีในงานคริสต์มาสของโรงเรียน แต่มีเพียงมิวที่อาม่าได้มาดูในขณะที่ทางโต้งพ่อแม่โทร.มาบอกว่าติดธุระสำคัญ
เหตุที่ทำให้พ่อแม่โต้งไม่ได้มาเป็นกำลังใจให้ลูกในวันนั้นเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ในครอบครัว เป็นจุดที่ทำให้พ่อโต้งยกเลิกการกล่าวสรรเสริญพระเจ้าก่อนอาหารทุกมื้อที่เคยทำกันมาเป็นกิจวัตร และย้ายออกไปอยู่ที่อื่น
(ย่อหน้าข้างต้นดูเหมือนพนจะเข้าใจผิด – สาเหตุแท้จริงที่ทำให้ครอบครัวโต้งย้ายบ้านเพราะ การหายสาบสูญไปของลูกสาวคนโตที่ชื่อ แตง พ่อกับแม่ไม่อยากอยู่ที่นี่อีกต่อไปเพราะ ขืนอยู่ยิ่งทำให้คิดถึงแต่ลูกสาว และเป็นเหตุให้ภายในบ้านยุติการภาวนาถึงพระเจ้าก่อนอาหาร-ฅนนอก)
เพื่อนสนิทคนเดียวจากมิวไป แต่ได้เพื่อนใหม่เป็นลูกสาวของครอบครัวที่ย้ายเข้ามาแทนครอบครัวโต้ง
ทั้งหมดนี้ผู้กำกับ ฯ ใช้เป็นช่วงนำร่อง ก่อนขึ้นชื่อเรื่องและผู้เกี่ยวข้อง
มิวในชั้นมัธยมปลายแต่งเพลงและร้องนำในวงดนตรีที่รวบรวมเพื่อน ๆ ร่วมโรงเรียนตั้งกันขึ้นมา โดยมีบริษัทแห่งหนึ่งลงทุนผลิตแผ่น
พี่ผู้สนับสนุนแนะนำว่าวงควรจะแต่งเพลงรัก จะได้ผู้ฟังกลุ่มกว้าง
มิวบอกว่าไม่รู้จะแต่งอย่างไร
กระทั่งมิวพบกับโต้งโดยบังเอิญ ขณะที่มิวและเพื่อน ๆ ไปตรวจกระแสความนิยมเพลงของวงแถวสยามแสควร์
แล้วมิวจึงเกิดอารมณ์แต่งเพลงรัก !!!!
แล้วแวดวงบันเทิงไทยก็มีหนังอันว่าด้วยความเบี่ยงเบนทางเพศเพิ่มขึ้นมาร่วมวงการอีกหนึ่งเรื่อง
ก่อนหน้าเรื่องนี้เข้าโรงมีเสียงบ่นในสนามความเห็นออกมาแล้วว่าทำไมหนังไทยจึงมีแต่ เรื่องผี ตลกคำหยาบ และกะเทย
เรื่องนี้คงทำให้ความรู้สึกเช่นนั้นขยายวงกว้างมากขึ้น
และสำหรับท่านที่อ่านมาถึงตรงนี้จะแวบวิตกขึ้นมาว่า อ้าว นี่เอาเรื่องพวกนี้มาขึ้นชื่อว่ารักแห่งสยามเชียวหรือ
ดูเหมือนคำว่าสยามสำหรับเรื่องนี้ ผู้ทำหนังมุ่งหมายถึงสยามสแควร์ในฐานะแหล่งเดินเล่นยอดนิยมของบรรดาวัยกระเตาะ
แต่หากใช้ชื่อภาษาอังกฤษสำหรับการจำหน่ายออกสู่ตลาดโลกว่า The Love of Siam อย่างที่ปรากฏในการประชาสัมพันธ์ ณ ขณะนี้แล้วมีผู้ไม่พอใจ หวังว่าผู้เกี่ยวข้องกับหนังเรื่องนี้คงจะเข้าใจ
เพราะถึงแม้สาวประเภทสองของไทยจะครองตำแหน่งใน Miss Queen Universe มาแล้วมากกว่าหนึ่งครั้ง (ด้วยความงามชนิดทั้งหญิงแท้แลชายทั้งแท่ง แทบจะเอาหัวทิ่มดินให้รู้แล้วรู้รอดไป)
แต่เมืองไทยก็ไม่ใช่แผ่นดินที่จะเอาเรื่องการผิดเพศมาประกาศว่าฉันเป็นดินแดนเช่นนั้น
ถึงแม้คนไทยจะใจกว้างยอมรับชาวชอบเพศเดียวกันได้มากกว่าอีกหลายประเทศในโลก
แต่ก็ยังมีบ้านเมืองอื่น ๆ ที่จัดงานฉลองของชาวเพศที่สามกันเอิกเกริกกว่าเรามากมายนัก
หากจะมีที่ใดเหมาะควรจะเป็นเมืองหลวงแห่งชาวเพศที่สาม เมืองนั้นจึงยังไม่ใช่ประเทศไทยที่ฝรั่งจำนวนมากยังรู้จักเข้าใจในชื่อสยาม
ก่อนนี้ไม่ถึงสองเดือนก็มีเรื่องที่ว่าด้วย ชายรักชาย ใช้ชื่อภาษาอังกฤษว่า Bangkok Love Story ไปแล้ว
ผมนั้นก็เช่นเดียวกับคนไทยส่วนใหญ่ที่รับเรื่องผิดเพศได้ ไม่รังเกียจ แต่ก็แน่นอนว่าระหว่างความผกติกับความผิดเพี้ยนไปนั้น ผมย่อมสบายใจกับประการแรกมากกว่า เช่นเดียวกับพี่น้องไทยทั่ว ๆ ไป
เช่นเดียวกับเมื่อครั้งพรรคพวกเพื่อนฝูงเริ่มก่อร่างสร้างครอบครัว เมื่อรู่ว่าบ้านไหนเริ่มเตรียมตัวรับสมาชิกใหม่ คำถามทั่วไปมักไม่พ้นว่า อยากได้ลูกชายหรือลูกสาว คำตอบในช่วงนั้นส่วนมากจะออกมาว่า เพศไหนก็ได้ ขอแต่ว่าโตขึ้นแล้วอย่าเบี่ยงเบนไปเท่านั้นเป็นพอ
ผมมั่นใจว่าตัวเองไม่ได้มีอคติกับเพศที่สาม เมื่อครั้งเล่าสู่ถึงเรื่อง เพลงสุดท้าย เป็นพยานยืนยันได้
และมีหนังอันว่าด้วยชาวชอบเพศเดียวกันอย่างน้อย 2 เรื่องที่ผมรู้สึกดีมาก ๆ คือ Priscilla Queen of the desert จากออสเตรเลีย และ Birdcage ของฮอลลิวู้ด
ดังนั้น ความรู้สึกว่าเราออกจะทำเรื่องด้านนี้มากไปหน่อยแล้วจึงไม่ได้เกิดจากอคติใด ๆ
จริงอยู่ มีนักแต่งเพลงหลายคนในโลกที่ชอบเพศเดียวกัน แต่เมื่อกวาดตามองไปทุ้งวงการก็จะพบว่า สัดส่วนระหว่างผู้ผิดเพศกับผู้ปกติในแวดวงของผู้ประพันธ์เพลง ไม่ได้แตกต่างไปจากผู้คนธรรมดา ๆ ทั่วไปเลย
ถ้าเป็นแวดวงอันว่าด้วยเรื่องความงามแห่งอิตถีเพศก็ว่าไปอีกอย่าง
เพลงรักส่วนใหญ่ในโลก เกิดจากแรงบันดาลใจที่ชายรู้สึกต่อหญิงคนพิเศษ มีเพียงส่วนน้อยที่เกิดจากความรู้สึกต่อเพศเดียวกันอย่างที่หนังเรื่องนี้เสนออกมา
มีข่าวฝรั่งแก่ ๆ มาจ้างเด็กผู้ชายวัยกระเตาะสนองตัณหาให้ได้กังวลอยู่พอควรแล้ว ถ้าหนังเรื่องนี้ออกสู่ตลาดนอกจะทำให้ตาแก่ไม่รู้จักปรับใจให้สมวัยพวกนั้นหลั่งไหลกันเข้ามาสนับสนุนการท่องเที่ยวกันไปใหญ่หรือไม่หนอ
ไม่เพียงปัญหาจากเมืองนอกเท่านั้นที่ชวนให้กังวล ทางด้านเมืองใน เมื่อครั้งพรรคพวกแถลงความในใจขภาวนาขอให้ทายาทอย่าได้เบี่ยงเบนนั้น กระแสที่เกิดขึ้นในสังคม ออกไปในทางอุปาทานหมู่ เหล่าเด็กชายที่ใจจริงไม่ได้เบี่ยงเบนอะไรแต่เห็นเพื่อนบางคนเป็น ก็ทำตามไปในแนวลัทธิเอาอย่าง ไป ๆ มา ๆ เลยหลวมตัวหลอกตัวเอง ก่อปัญหาชีวิตให้ตัวเองไปเปล่า ๆ โดยไม่จำเป็น
บรรยากาศอันเกี่ยวข้องกับวัยใสวัยแสวงหาของเรื่องนี้ ชวนให้กังวลว่าจะทำให้ก่อกระแสร่วมสมัย แล้วเลยเลียนแบบหรือเอาอย่างก็น่าห่วงอยู่
ทั้งที่เรื่องราวคราวนี้นับว่าอยู่ในระดับดาด ๆ ไม่ได้มีแนวคิดอะไรใหม่ ไม่มีอะไรกระทบใจอย่าง ขอให้รักจงเจริญ
มีปัญหาน่าเห็นใจของชาวเพศที่ 3 อีกมากมายที่สังคมทั่วไปไม่ได้รู้เห็น น่าเสนอออกมามากกว่าเรื่องพื้น ๆ อย่างนี้ เช่น ในครอบครัวที่มีพี่น้องหลายคน ผู้ผิดเพศรู้สึกว่าตนทำให้พ่อแม่ผิดหวัง จึงมุมานะทำงานหนัก มีเงินพาพ่อแม่เที่ยวเมืองนอก กลายเป็นยิ่งทำให้พี่น้องไม่พอใจเพราะตัวเองสนองคุณพ่อแม่ไม่ได้เท่า อะไรเหล่านี้เป็นต้น
นอกจากนั้นยังมีคำถามผุดขึ้นเป็นระยะ ๆ ตลอดเรื่องนี้
ครอบครัวโต้งย้ายออกไปอยู่บ้านมีบริเวณกว้างขวางผิดจากตึกแถวเดิมมากมาย แต่สภาพในครอบครัวกลับเป็นว่า พ่อกลายเป็นขี้เหล้า แม่ทำงานอยู่คนเดียว ไฉนจึงกลับตาลปัตรไปเช่นนั้น ครั้งยังทำงานกันทั้งพ่อทั้งแม่อยู่ตึกแถว พอเหลือกำลังหลักคนเดียวกลับสามารถอยู่บ้านใหญ่ได้
หลังอาม่าสิ้นไป มิวอยู่ตามลำพังมาได้อย่างไร เอาเถอะ ถึงจะพยายามคิดเข้าข้างว่าพ่อมีปัญหาต้องผูกติดกับครอบครัวใหม่อยู่ที่ต่างจังหวัด แต่มิวเพิ่งจะสิบขวบต้น ๆ พ่อจะปล่อยให้อยู่ลำพังเชียวหรือ ตอนเปิดเรื่องมีป้าพยายามไกล่เกลี่ยความน้อยใจที่มิวมีต่ออาม่า แต่หลังจากนั้นจวบจนถึงเมื่อมิวอยู่ ม.ปลายนี้ ป้าหายไปเลย
จะว่าครอบครัวของหญิงที่ย้ายเข้ามาอยู่แทนโต้งช่วยดูแล ก็ไม่เห็นว่ามิวจะมีความสัมพันธ์อะไรกับพ่อแม่ของหญิง
พ่อโต้งเมาหยำเปตั้งแต่โต้งสิบขวบต้น ๆ เพิ่งมาเห็นเอาในท้าย ๆ เรื่อง ว่าเมื่อแม่โต้งเอาอาหารชุดใหม่มาเปลี่ยนให้แล้ว ตัวเองไปนั่งกินข้าวเก่าที่วางไว้ให้ตั้งแต่เมื่อก่อนเสียเอง เพิ่งจะสร้างจุดสะเทือนใจให้พ่อเห็นใจ ที่ผ่านมา 5-6 ปี ไม่เคยรู้สึกรู้สาเลยนี่นะ
แล้วแม่เองก็ไม่จำเป็นจะต้องกินของเย็นชืดอย่างนั้น แทบทุกบ้านทุกวันนี้อุ่นอาหารได้ง่าย ๆ ไม่ต้องเปลี่ยนถ้วยชามด้วยซ้ำ ใช่ว่าจะต้องติดเตาอะไรให้วุ่นวายไปอย่างครั้งก่อนเก่าเสียเมื่อไร จะว่าแม่หมดอาลัยตายอยากจนไม่สนใจรสชาติอาหารแล้ว ภาพของแม่ที่สื่อออกมาทั้งหมดก็ยังไม่ได้ถึงกับอยู่ในสภาพนั้น
ผู้รับบทโต้งทั้งวัยเด็กและวัยรุ่น สีหน้ามีวี่แววครุ่นคิด ออกแนวยิ้มยาก ในขณะที่ภาพของครอบครัวดูไม่มีปัญหาอะไร จนกระทั่งเกิดเรื่องวิกฤติ ก็ไม่ชัดเจนถึงสาเหตุที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงนั้น ไปถึงท้าย ๆ เรื่อง มีฉากที่แม่บอกให้โต้งติดตุ๊กตาประดับต้นคริสต์มาสไปตามใจโต้ง แล้วโต้งบอกว่าเดี๋ยวก็ไม่ถูกใจแม่อีก แต่ตลอดเรื่องไม่มีอะไรแสดงให้เห็นเลยว่าแม่เป็นคนบงการอะไรในครอบครัว มีแต่ภาพชวนให้เห็นใจว่าผู้หญิงอะไรช่างอดทนได้ปานนั้น
ที่จริงหนังมีกุศลเจตนาในด้านพยายามให้ภาพความสำคัญของครอบครัวดีอยู่ แต่หากดำเนินไปในทิศทางความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อน โดยไม่ต้องข้องแวะกับเรื่องเล่นเพื่อน เช่น เดินไปในทางชุลมุน หญิงชอบมิว แต่โต้งมาชอบหญิง ก็เห็นว่ามิวไม่ได้คิดอะไรกับหญิงเกินกว่าเพื่อนนี่ แต่มิวรู้สึกไปในทางหมาหวงรางหญ้า ในขณะที่ตัวเองก็รักโต้ง (อย่างเพื่อนจริง ๆ ) ฯลฯ
คงจะมีพี่น้องไทยชอบใจมากกว่านี้เป็นแน่.
………………………………………………………………………………………..
ชื่อบทความ “เกย์ และการถูกทำให้หายไปจากการเมือง”
เขียนโดย คำ ผา
มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับที่ 1432 / 25 – 31 มกราคม 2551
ฉันเป็นฅนที่หูตาไม่กว้างขวาง และนี่ไม่ใช่คุณสมบัติของฅนเขียนหนังสือที่ดี นอกจากเป็นฅนที่เดินทางน้อยมากเท่าที่รู้ เว้นเดินจากห้องนอนไปห้องครัว แล้วก็ไม่ค่อยได้เดินไผไหนอีก ทั้งยังเป็นฅนที่ปิดหูปิดตาต่อหนัง ละคร ดนตรี ไม่ใช่ไม่ชอบ แต่ความขี้เกียจมันท่วมทับหมักหมม สุดท้ายการเสพภาพยนตร์ และดนตรีของฉันเหลือเพียงแต่การเสพผ่านการอ่าน
คือแทนที่จะไปดูหนังหรือฟังเพลง ฉันชอบอ่านว่าฅนเขียนถึงหนังหรือเพลงนั้นว่าอย่างไร (พฤติกรรมเยี่ยงนี้เยาวชนไม่ควรเอาอย่าง และหากจะเอาอย่างควรใช้วิจารณญาณอย่างถี่ถ้วน)
แล้วก็ได้มาอ่าน “รักแห่งสยาม : มีคำถามตลอดทาง” โดย “พน” ในมติชนสุดสัปดาห์ ปีที่ 28 ฉ.1429 ฉันไม่มีปัญหาใด ๆ ในประเด็นเกี่ยวกับคุณภาพของหนัง เพราะฉันไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเรื่องหนัง ไม่ใช่นักดูหนัง ที่สำคัญ หนังเรื่องนี้ยังไม่ได้ดู
แต่ที่ชวนครั่นเนื้อครั่นตัวคือทัศนคติว่าด้วยเรื่องเกย์ ที่ปรากฏในบทความของ “พน” และในหลายประโยคที่เขาพยายามจะชี้แจงว่า “ไม่มีอคติเป็นการส่วนตัว” แต่นั่นยิ่งสะท้อนให้เห็นถึงท่าทีของสังคมไทยกระแสหลักที่มีต่อเกย์
เป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่าในสังคมไทยและอีกหลาย ๆ สังคม เราไม่เคยมีปัญหากับเกย์ในระดับ ”ส่วนบุคคล” เราไม่มีการเอาก้อนหินขว้างใส่กะเทยหรือทอมบอย ด้วยความเกลียดชังเหมือนกับที่เกิดขึ้นกับในหลายสังคม เรารักจะดูหนังที่มี ผี มีกะเทยที่เหมือนที่ “พน”ว่า เราชอบเม้าธ์แตกกับเพื่อนกะเทยเพราะมันส์กับภาษาแซ่บสนุกของพวกเธอ
และเราผู้หญิงมักจะมองการกระทำ “ล้น” ของเล่ากะเทยด้วยความชอบใจ เพราะพวกเธอสามารถทำในสิ่งที่เราอยากทำแต่ไม่กล้าทำ พูดในสิ่งที่เราอยากพูดแต่ไม่กล้าพูด เราอยากจะเดินไปหยิกก้นผู้ชายด้วยความมันเขี้ยว แต่เราไม่กล้า
ทว่า เหล่ากะเทยทำฝันของเราให้เป็นจริง ด้วยการเข้าไปทำสิ่งนั้นแทนเรา
เราสามารถเป็นเพื่อนกับเกย์ กะเทย เลสเบี้ยน ไม่กีดกัน ไม่รังเกียจ ตราบเท่าที่เพื่อนโฮโมเซ็กช่วลของเราไม่กระทำการใด ๆ ที่เป็นการคุกคามต่อระเบียบหลักของสังคม นั่นหมายความว่าเราไม่เคยพร้อมหรือแม้แต่จะจินตนาการถึงการมีอยู่ของกลุ่มโฮโมเซ็กช่วลในฐานะที่เป็น “กลุ่มทางสังคม” กลุ่มหนึ่งที่มีอัตลักษณ์ทางการเมืองเท่า ๆ กับอัตลักษณ์ของความเป็นหญิงและชาย
“พน” จึงเดือดร้อนใจมากถึงกับเขียนว่า
“แต่แผ่นดินไทยก็ไม่ใช่แผ่นดินที่จะเอาเรื่องการผิดเพศมาประกาศว่า ฉันเป็นดินแดนเช่นนั้น…. หากจะมีที่ใดเหมาะควรจะเป็นเมืองหลวงแห่งชาวเพศที่สาม เมืองนั้นจึงยังไม่ใช่ประเทศไทยที่ฝรั่งจำนวนมากยังรู้จักเข้าใจในชื่อสยาม… ผมนั้นเช่นเดียวกับฅนไทยส่วนใหญ่ที่รับเรื่องผิดเพศได้ ไม่รังเกียจ แต่ก็แน่นอนว่าระหว่างความปกติกับความผิดเพี้ยนไปนั้น ผมย่อมสบายใจกับประการแรกมากกว่า เหมือนพี่น้องไทยทั่ว ๆ ไป” (หน้า 85)
มันเป็นเรื่องยากที่จะเห็นว่า ความเป็นหญิงและชายนั้นมีความเป็นการเมือง เพราะมันไม่เห็นชัดอยู่ทนโท่เหมือนจู่และจิ๋มอันติดตัวมนุษย์มาแต่กำเนิด กระบวนการทางการเมืองของการสร้างหญิงและชายจึงมักถูกมองว่าเป็นเช่นนั้นเอง มันเป็นธรรมชาติ ผู้หญิงผู้ชาย หยิน หยาง เกิดมาคู่กัน
ความรู้ข้อมูลว่าด้วยการร่วมเพศอันหลากหลาย ทั้งหญิงกับชาย ชายกับชาย หญิงกับหญิง ในโลกก่อนสมัยใหม่และในอีกหลายสังคมในโลกใบนี้จึงถูกละเลย
และร้ายไปกว่านั้นหลังการสถาปนาสถาบันประชา อันเป็นหน่วยสำคัญของรัฐชาติสมัยใหม่ ที่จำต้องมีเพียงหญิงและชาย ความสัมพันธ์ทางเพศที่นอกเหนือจากนี้ – รวมถึงระหว่างมนุษย์กับสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ และสิ่งไม่มีชีวิตอื่น ๆ – จึงถูกสถาปนาให้กลายเป็นความป่วยไข้ วิปริต ผ่านความรู้ทางการแพทย์ จิตวิทยา ศาสนา ดังที่ “พน” ใช้คำว่า “ผิดเพศ” อย่างปราศจากสำนึกที่ชอบทางการเมือง (politically incorrect)
สัญลักษณ์ที่เห็นชัดเจนถึงความเกี่ยวข้องทางการเมือง ระหว่างอัตลักษณ์ทางเพศของเรากับสังคมรัฐชาติที่เราสังกัด คือ การกำหนดวันพ่อ วันแม่ และวันเด็ก ด้วยการหมายสามจุดสำคัญนี้ลงบนสำนึกทางการเมือง เราจึงรับรู้โดยอัตโนมัติว่า อ๋อ ชาติของเราย่อมเปรียบประเฃหนึ่งครอบครัวใหญ่ อันมี พ่อ แม่ และลูก
พ่อมีหน้าที่ออกไปทำงานนอกบ้าน หาเงินมาเลี้ยงครอบครัว ด้วยอำนาจทางเศรษฐกิจนั้น พ่อมีสิทธิกำหนดกฎเกณฑ์ ระเบียบให้แก่สมาชิกในครอบครัยว
โลกของพ่อคือโลกนอกบ้าน เป็นโลกสาธารณะ บทบาทของพ่อนอกจากทางเศรษฐกิจแล้ว ยังต้องปกป้องผู้หญิงและเด็กที่อยู่ข้างหลัง (ทหาร-แนวหน้า – ปกป้องผู้หญิง, เด็ก-แนวหลัง)
บทบาทของผู้หญิงใน “ชาติ” นั้นจะมีก็ต่อเมื่อเธอเป็นแม่ อันตมีพัฒนาการมาจากการเป็นลูกสาวยใครสักฅน ก่อนจะมาเป็นเมียใครสักฅน แล้วบรรลุขั้นสูงสุดเมื่อได้เป็น “แม่” ของใครสักฅนหรือหลายฅน บรรลุไปกว่านั้น คือ ได้เป็นแม่ของลูกชายที่ได้ทำหน้าที่ปกป้องบ้านเมือง
จึงไม่น่าแปลกใจที่ผู้หญิงจำนวนมากเชื่อว่า ความเป็นหญิงของตนจะไม่มีวันสมบูรณ์พร้อมหากไม่มีโอกาสเป็น “แม่ฅน” และเป็นที่มาของเนื้อเพลงประเภท “เป็นโสดทำไมให้เศร้าเหงาทรวง” ซึ่งเย้ยผู้หญิงโสดว่าจะตอบคำถามบางคำถามของยมบาลไม่ได้เมื่อตายไปแล้ว
ซึ่งเท่ากับว่า หากผู้หญิงไม่มีประสบการณ์ทางเพศกับผู้ชายเท่ากับเสียชาติเกิด และนี่เท่ากับปฏิเสธคุณค่าของประสบการณ์ทางเพศรคะหว่างหญิงกับหญิงด้วยกันเอง
บทบาทของผู้หญิงจึงเป็นทั้งผู้ให้กำเนิดและเชื่อมโยงผู้หญิงกับ “แผ่นดิน” อันหมายถึงแหล่งกำเนิดของสรรพชีวิต อวัยวะเพศของผู้หญิงก็เปรียบดั่งที่นาผืนน้อย (มีค่าอย่าเอาไปขาย โดยเฉพาะขายให้ต่างชาติ่) เมื่อเป็นผู้ให้กำเนิดหรือเป็นแม่ บทบาทหน้าที่ของแม่คือการเลี้ยงดู อบรม สั่งสอนลูกหรือเด็กคือการทำงานของ ”แนวหลัง” เมื่อ “แนวหน้า” ต้องออกไปทำหน้าที่เพื่อชาติ
เด็กคืออนาคติของชาติ เป็นคำขวัญที่ชี้ให้เห็นกระบวนการสร้างอัตษณ์ทางการเมืองอันเกี่ยวข้องกับเพศ ครอบครัว และหน่วยทางการเมืองที่ชัดแสนชัด จึงไม่แปลกใจที่ “พน” จะสะท้อนความห่วงใยของเขาออกมาว่า ในบรรดาพ่อแม่ที่กำลังจะมีลูกนั้นพวกเขาไม่รังเกียจว่าลูกจะเป็นหญิงหรือชาย ขออย่างเดียว อย่า “เบี่ยนเบน” เพราะอาการเบี่ยงเบนย่อมสะท้อนความล้มเหลวงของพ่อแม่ และย่อมส่งผลกระทบต่อชาติอันเป็นที่รักยิ่งของเรา
สำนึกนี้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ โดยไม่มีใครฉุกถามว่า ลูกเป็นเกย์ แล้วไง ? พอ ๆ กับสำนึกเชื่อโดยอัตโนมัติว่า สีดำคือความทุขก์ สีแดงคือความรัก สีขาวคือความบริสุทธิ์ ลูกเป็นเกย์คือความผิดปกติ คือความล้มเหลว คือความเจ็บปวด โตขึ้นจะลำบาก จะถูกรังเกียจ จะอกหัก จะไม่มีวันพบลรักแท้ ฯลฯ
เมื่อรัฐสมัยใหม่ตั้งอยู่บนฐานสำคัญในความสัมพันธ์ของ หญิง-ชาย , พ่อ-แม่-ลูก มันจึงเป็นรัฐที่ไม่มีโฮโมเซ็กช่วล ไม่เพียงแต่ไม่มี การเป็นโฮโมเซ็กช่วลยังบั่นทอนกำลังของรัฐ อย่างน้อยที่สุดความสัมพันธ์แบบนี้ไม่ก่อให้ให้เกิดการเพิ่มของจำนวนประชากร จึงปริวิตกว่า หากเป็นเกย์กันเยอะเราคงสิ้นชาติ หรือถูกกลืนชาติเข้าสักวัน
กระบวนการทางการเมืองที่แบ่งเพศออกเป็นแค่ หญิง-ชาย และการตราให้เพศอื่น ๆ เท่ากับการเบี่ยงเบนหรือผิดปรกติ จึงไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ
รสนิยมทางเพศของเรา การร้องหรือไม่ร้องของเราเมื่อถึงจุดสุดยอด ความรักที่ถวิลหา ลูกแบบที่เราอยากได้ ผัวแบบที่เราอยากมี เมียในอุดมคติเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเอง
แต่ผ่านกระบวนการหล่อหลอมทางสังคม ผ่านการเรียนรู้ปลูกฝัง ผ่านเครื่องไม้เครื่องมือสารพัด แล้วเราก็อยู่กับมันแบบรู้ตัวบ้างไม่รู้ตัวบ้าง รู้ว่าเขาหลอกแต่เต็มใจให้หลอกบ้างที่แน่ ๆ รัฐชาติแบบนี้มีอายุตั้งสองร้อยกว่าปี
และความรู้ทางการแพทย์ก็รับรองแก้ไขอคตินี้เรียบร้อยแล้ว โฮโมเซ็กช่วลมิใช่ความป่วยไข้ ไม่ว่าจะเป็นทางร่างกายหรือจิตใจ
ในภาวะที่บ้านเมืองไทย ณ ขณะนี้ ขาข้างหนึ่งล่วงเข้าไปสู่ความฟาสซิสต์แล้ว ขออย่าได้นำเอาอคติล้าหลังอย่างนี้ออกมาสู่สาธารณะอีกเลย
หาก “พน” จะแสดงความอับอาย กลัวฝรั่งจะรับรู้ “สยาม” ในฐานะที่เป็นเมืองหลวงของเกย์ ฉันคิดว่าสยามมีเรื่องอื่นตให้อายมากกว่า เป็นต้นว่า มหกรรมแสดงความร่ำรวย มั่งคั่ง หรูหรา ของบรรดาผู้มีอันจะกินอันจัดกันรายวัน รายคืนในโรงแรมหูบ้าง ในห้างสรรพสินค้าดังบ้าง ในขณะที่ประชากรส่วนใหญ่ของประเทศไม่ค่อยมีจะกินหรือมีก็มีแบบปากกัดตีนถีบ เรื่องแบบนี้น่าอายน่าขายขี้หน้ากว่าการเมืองเมืองหลวงของเกย์เป็นไหน ๆ
เรื่องที่เรามีศูนย์การค้ามาก ๆ มีแฟชั่นโชว์สุดอลังการ และจะกลายเป็นศูนย์กลางแฟชั่น ในขณะเดียวกันเราเป็นประเทศที่ไม่มีห้องสมุดสาธารณะที่ดี เข้าถึงง่าย และประชากรของเราอ่านหนังสือปีละไม่กี่บรรทัด ยิ่งน่าขายขี้หน้าเข้าไปใหญ่
นี่เป็นตัวอย่างเบาะ ๆ เพราะหากจะจาระไนถึงเรื่องน่าขายขี้หน้าของประเทศไทยแล้ว คงเขียนหนังสือได้อีกเล่มเขื่อง ๆ
ต่อเนื่องมาจากประเด็นความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ความห่วงใยที่ว่า ทุกวันนี้เรามีเด็กชายเป็นหนึ่งในสิงค้าสำหรับนักท่องเที่ยว หากหนังเรื่องนี้เผยแพร่ไปยังต่างประเทศ มิกลายเป็นว่าจะมีบรรดา “ตาแก่ไม่รู้จักปรับใจให้สมวัยพวกนั้นหลั่งไหลมาสนับสนุนการท่องเที่ยวไปกันใหญ่ หรือไม่หนอ”
ประโยคนี้ผิดตั้งแต่การจัดประเภท “ตาแก่ไม่รู้จักปรับใจให้สมวัย” เพราะฅนที่มาซื้อบริการอาจจะไม่ใช่ฅนแก่เสมอไป และหากเป็นฅนแก่ ก็ไม่ใช่เรื่องผิดถึงกับต้องปรับใจให้สมวัย
เพราะใครกำหนดมิทราบได้ว่า ฅนแก่มิบังควรมีอารมณ์ทางเพศ ?
นอกจากนี้ เราทราบกันดีอยู่แล้วว่า การซื้อขายทางกามารมณ์นั้น มิใช่ด้วยเรื่องทางกามารมณ์และความเสี้ยนในกามแต่เพียงประการเดียว แต่เป็นหนึ่งในความสัมพันธ์ทางอำนาจ
ประเทศที่เคยตกเป็นอาณานิคมส่วนใหญ่ผ่านกระบวนการถูกทำให้เป็นหญิง เช่น การสร้างสาวเครือฟ้าเป็นมรดกให้กับเชียงใหม่
ประเทศไทยก็ถูกระทำคล้าย ๆ กันจากประเทศโลกที่หนึ่ง และเราก็น้อมรับความเป็นหญิงเช่นนั้นมาเป็นของเราแต่โดยดี
เมื่อเราขายการท่องเที่ยว เราจึงขายความสวยงาม ความบริสุทธิ์ (ของธรรมชาติและภูมิประเทศ) ความอ่อนช้อย ความอ่อนหวาน (ของมารยาทแบบไทย ๆ ) รอยยิ้ม มิตรไมตรี และน้ำใจที่ปรารถนาให้ฅนที่มาเยือนบ้านเมืองของเราประทับใจไม่รู้ลืม
และใครจะปฏิเสธได้ว่า เหล่านี้คือคุณศัพท์สำหรับการขายกามารมณ์ที่นักท่องเที่ยวหาไม่ได้ในประเทศของตน
กามารมณ์เพื่อการขายของเราจึงมีแต่แต่ระดับอ่อน ๆ ตั้งแต่การขาย โชว์ ประเภทต่าง ๆ และการนำหญิงสาวห่มสไบนั่งตั่งแกะสลักผัก ผลไม้ให้นักท่เงที่ยว “จ้องมอง” ถ่ายรูป นั่นก็เป็นส่วนหนึ่งของการขายความพึงพอใจอันเกิดจากความเหลื่อมล้ำทางอำนาจระหว่างผู้มองกับผู้ถูกมอง
ถึงที่สุด มันก็คือการขายบริการทางเพศในอีกรูปแบบหนึ่ง นั่นเอง
และหากจะมีเด็กผู้ชายขายตูดให้ฝรั่ง ก็ไม่ใช่เรื่องน่าตกใจ เพราะการขาย ”ตูด” ด้วยตัวของมันเอง แต่ที่เราควรตระนกให้มากคือสาเหตุและแรงผลักอันใดทำให้เด็กส่วนหนึ่งกลายเป็นสินค้าในธุรกิจนี้
ที่แน่ ๆ เด็กลูกฅนชั้นกลาง หน้าใส เดินสยามแบบพระเอกสองฅนในรักแห่งสยาม ไม่ใช่ฅนยในชนชั้นที่จะกลายเป็นสินค้าทางเพศในแบบนั้นแน่ ๆ (แต่อาจเป็นในแบบอื่น ๆ )
“พน” แสดงความห่วงใยว่า เราชักจะมีหนังเกี่ยวกับเกย์ออกมาถี่ไปหน่อยแล้ว แต่ฉันกลับเห็นว่าโลกศิลปะบันเทิง หนัง เพลง วรรณกรรม ล้วนถูกผูกขาดโดยวัฒนธรรมของรักต่างเพศมานานแสนนาน
ปริมาณหนัง เพลง วรรณกรรมเกย์ เท่าที่มีอยู่ตอนนี้ อกจะน้อยถึงน้อยเกินไปเสียด้วยซ้ำ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการเสนอเรื่องของโฮโมเซ็กช่วลที่ไม่ใช่อยู่ในกรอบของการเล่าเรื่องตามสูตรสำเร็จ เช่น เป็นเกย์เพราะขาดความอบอุ่น เป็นเกย์เพราะขาดพ่อ (ขาดต้นแบบที่ดีของความเป็นชาย) เป็นเกย์เพราะมีพ่ออ่อนแอ มีแม่เข้มแข็ง เป็นเกย์แล้วจึงต้องพิสูจน์ตนเองด้วยการทำความดีอื่น ๆ มาทดแทน เพื่อให้สังคมยอมรับ เป็นเกย์แล้วถูกผู้ชายหลอก
เรื่องเกย์ ผู้ชายว่ามีน้อยแล้ว เรื่องราวของเกย์ผู้หญิงแทบจะไม่มีให้เห็น ไม่ว่าจะเป็นในงานวรรณกรรม และเท่าที่รู้แทบจะไม่มีในหนังหรือละครไทย และประเด็นเกี่ยวกับครอบครัวที่ถูกนำเสนอยังหนีไม่พ้นการตอกย้ำความสำคัญของสถาบันครอบครัวในแบบฉบับ
นั่นคือ เห็นว่าปัญหาของสังคมมีที่มาจากปัญหาในครอบครัว ถ้าครอบครัวเข้มแข็ง สังคมก็จะเข้มแข็ง หากครอบครัวแตกหัก เสียหาย แม่ไม่ทำหน้าที่แม่ พ่อไม่ทำหน้าที่พ่อ ครอบครัวนั้นจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างปัญหาให้กับสังคมและผลิต “ประชากร” ที่มีปัญหาให้กับประเทศชาติ
สังคมไทยผ่านกระบวนการสร้างรัฐชาติสมัยใหม่มาไม่ถึงร้อยปีก็จริง แต่ก็แก่พอที่จะมีวุฒิภาวะพอที่จะก้าวผ่านภาวะการมีเพียงสองเพศ และขยายความเข้าใจของเราเกี่ยวกับชาติให้พ้นไปจากการเป็นเพียงหน่วยขยายของ “ครอบครัว”
แล้วเลิกอยู่กับแบบ พ่อ ๆ แม่ ๆ ลูก ๆ เสียที.
